ข้าวในคติชนของคนไทย-ไท

      

 

            นักวิชาการจีนเชื่อว่าบรรพบุรุษของชนเผ่าภาษาตระกูลไท อาจจะเป็นคนปลูกข้าวก่อนเพื่อนในเอเชีย ดังพบหลักฐานจากการขุดทางโบราณคดีว่ามีเมล็ดข้าวเปลือกเป็นข้าวเพาะปลูก เมล็ดยาวพันธุ์ indica แกลบ พลั่วกระดูกที่ทำจากสะบักของควายจำนวนมาก อยู่ในยุคหินใหม่ (6700 – 6900 ปี) ที่เหอหมู่ตู้ มณฑลเจอะเจียง (หลี่คุนเซ็ง อ้างถึงในเจียแยนจอง : 2540) นอกจากนี้ชนเผ่าภาษาตระกูลไททั้งหลายก็ล้วนมีนิทานหรือตำนานเกี่ยวกับกำเนิด ของข้าวอยู่มากมาย บ้างก็ว่าข้าวเป็นพืชที่เกิดขึ้นเองบ้างก็ว่าข้าวมาจากสวรรค์ เช่น ชาวไทเมืองเติ้ก ในเวียดนามมีเรื่องเล่าว่า มีพันธุ์ข้าวที่ขึ้นเองในนาลุ่ม เรียกว่า ” ข้าวฟ้า ” ถ้าผู้ใดไปพบให้เอาตาเหลว (เฉลว) ไปปักไว้ คนที่ผ่านมาพบจะได้รู้ว่ากอนี้มีเจ้าของแล้ว ยังเล่าอีกว่าที่เรียกข้าวฟ้าเพราะเดิมมีอยู่ในเมืองฟ้า ต่อมามีสุนัขไปวิ่งเล่นในทุ่งบนฟ้า เมล็ดข้าวปักติดหางสุนัขมาเกิดในเมืองมนุษย์ ในตำนานของชาวไทลาวเล่าว่าเมล็ดข้าวแต่เดิมใหญ่เท่าลูกฟักถึงเวลาก็บินเข้า ยุ้ง แม่ม่ายเตรียมยุ้งไม่ทันก็ด่าว่าข้าว บ้างก็ว่าแม่ม่ายตำข้าวไม่ไหวใช้ไม้คานตีข้าวแตกกระจาย แม่ข้าวตกใจจึงหนีเข้าถ้ำทำให้โลกมนุษย์อดอยาก หลังจากนั้นข้าวก็มีเมล็ดเล็กลงและมนุษย์ต้องปลูกข้าวไว้กินเอง นิทานตำนานเหล่านี้ล้วนบันทึกประวัติพัฒนาการของข้าวและพัฒนาการของสังคม มนุษย์ จากข้าวป่ามาเป็นข้าวปลูก และจากสังคมล่าสัตว์มาเป็นสังคมเพาะปลูก

             การทำนาจึงเป็นคุณสมบัติเด่นของชนชาติไท จนสามารถใช้จำแนกออกจากชนกลุ่มอื่นที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ ดังชนแต่ละกลุ่มจะมีถ้อยคำสำนวนที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เช่น “ขาเฮ็ดไฮ่ ไทเฮ็ดนา” (ไทยโหลง-ไทยใหญ่) “ไร่ข่านาไท” (ไทลื้อ) “ไทเฮ็ดนา ข่าเฮ็ดไฮ่” (ไทลื้อ ไทดำ) “ลัวะเยียะไร่ ไทใส่นา” (ไทยวน) ทั้งข่าและลัวะเป็นชนที่ใช้ภาษาต่างกลุ่มดำรงชีพ ด้วยการทำไร่เป็นหลักซึ่งต่างจากพวกไทที่ทำนา วัฒนธรรมของคนทำนาจึงเป็นรากฐานวิถีชีวิต ของคนไทซึ่งนักวิชาการเรียกกันว่า “วัฒนธรรมข้าว”

               เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิต คนไท – ไทยมายาวนานเป็นพันปี บทความนี้จึงใคร่แสดงให้เห็นความคิดของคนไทกลุ่มต่าง ๆ เกี่ยวกับข้าวที่ปรากฏอยู่ในคติชน (folklore) ** ประเภท ภาษิต ปริศนา เพลงพื้นบ้าน ความเชื่อและพิธีกรรม

Jasmine VS Jazzman ใครจะหอมกว่ากัน?

 

            ความวิตกกังวลของชาวนาไทยได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อบริษัท Jassmen แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศก้องถึงความสำเร็จอันงดงามของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมตราลุงแซม ในอดีต นักวิจัยของสหรัฐอเมริกาได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมขึ้นมาหลายพันธุ์แต่พันธุ์เหล่านั้นมีระดับความหอมที่ยังด้อยกว่าข้าวหอมมะลิอยู่มาก พันธุ์เหล่านั้นได้แก่ Della, Calmati, Jasmati, Delrose, Dellmati, A301และ Jasmine 85 เป็นที่น่าสังเกตว่า พันธุ์ข้าวเหล่านี้มีคุณสมบัติการหุงต้มที่ด้อยกว่าข้าวขาวดอกมะลิอย่างชัดเจน แต่ Jazzman ได้เดินตามรอยข้าวขาวดอกมะลิมาขนาดไหนแล้ว

            Jazzman ถือกำเนิดจากข้าวสายพันธุ์ 96a-8 ซึ่งเป็นข้าวหอมของจีนมาผสมกับข้าวเมล็ดยาวของ Arkansas เมื่อราวปี พ.ศ. 2540 แล้วทำการคัดเลือกจนได้สายพันธุ์บริสุทธิ์ถึง 13 ปี โดยการตรวจ “ดมหรือชิม” ความหอมเท่านั้น ไม่มีรายงานว่าการปรับปรุงพันธุ์ดังกล่าวได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้าช่วยแต่อย่างใด ฝีมือการ “ชิมและดม” นี้เป็นผลงานของนักวิจัยเชื้อสายจีนที่นำโดย Associate Professor Sha จากมหาวิทยาลัย Luisiana Ag Center นักวิจัยกลุ่มนี้เขามุ่งเป้าไปที่กลิ่นหอมหวานที่ชัดเจนแล้วยังให้ความสนใจในการรักษาค่า amylose เอาไว้ประมาณ 12-15 เปอร์เซ็นต์ จึงใกล้เคียงกับข้าวขาวดอกมะลิมาก นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกามีข้าวหอม amylose ต่ำ และนั่นก็คือ สัญญาณพุ่งเป้ามาที่ข้าวขาวดอกมะลิอย่างชัดเจน ความละเอียดอ่อนของนักวิจัยกลุ่มนี้ทำให้ข้าว Jazzman มีความนุ่ม เหนียว หอมหวาน ครบเครื่องข้าวหอมมะลิ แต่สิ่งที่ขาดไปอย่างชัดเจนน่าจะเป็นความยาวเมล็ด Jazzman เป็น “ข้าวเมล็ดสั้น” แต่สิ่งที่น่าทึ่งมากคือ ความหอมแรงคู่ผลผลิต ข้าว Jazzman มีกลิ่นหอมแรง มีค่าความหอมถึง 597 ng/g (หนึ่งในพันล้าน ppb) จึงหอมเทียบเท่าข้าวขาวดอกมะลิที่ปลูกในทุ่งกุลาร้องไห้! ในขณะที่ผลผลิตมากถึง 1.2 ตัน/ไร่ ถามว่าข้าว Jazzman เป็นคู่แข่งข้าวขาวดอกมะลิหรือไม่? เมื่อประมวลคุณสมบัติเชิงหุงต้มของข้าว Jazzman กับข้าวหอมมะลิไทย พบว่า ไม่แตกต่างทั้งความหอม % amylose  และค่า Alkaline spreading Value เมื่อยืนยันจากรสสัมผัสที่ได้อธิบายไว้ในเนื้อหาคือ หอม  นุ่ม  เหนียว ก็น่าจะเป็นแบบข้าวหอมมะลิของเรา แต่ความแตกต่างอย่างชัดเจนคือ ความยาวเมล็ด Jazzman เป็นข้าวเมล็ดสั้น (short-grain) ถามว่าตรงนี้สำคัญหรือไม่? สำหรับผู้บริโภคที่ติดในรสชาติข้าวขาวดอกมะลิ ความยาวเรียวของข้าวติดตาผู้บริโภคจนเป็นเอกลักษณ์ของข้าว เช่นเดียวกับข้าวบาสมาติของอินเดีย ซึ่งมีเมล็ดเรียวยาวมากหลังการหุงต้ม ดังนั้น ความเรียวยาวย่อมมีความสำคัญ แต่หากพิจารณาลึกลงไปแล้ว ข้าว Jazzman ที่มีค่าปริมาณสารหอมมากกว่า 500 ppb ที่ระดับผลผลิต 1.2 ตัน/ไร่ ต้องยอมรับว่าน่ากลัว โดยปกติข้าวที่มีกลินหอมแรงมักจะให้ผลผลิตไม่ค่อยสูง หากตัวเลขของ Jazzman เป็นจริงในหลายสภาพแวดล้อม ประเทศไทยควรเริ่มงานวิจัยเรื่องปรับปรุงผลผลิตและปริมาณสารหอมให้ได้ ดังนั้น ณ เวลานี้ Jazzman ยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว แต่ในเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี Arkansas น่าจะมีข้าวหอมที่เมล็ดยาวกว่านี้ได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยปรับปรุงพันธุ์แล้ว ก็จะทำให้ประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็วทีเดียว อีกประเด็นหนึ่ง การปลูกข้าวหอมในเขตอบอุ่นอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยของฤดูปลูกข้าวต่ำกว่าประเทศไทยมาก หากการจัดการปุ๋ยและน้ำเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน ข้าวหอมพันธุ์ไหนๆ ก็ย่อมหอมกว่า เมื่อปลูกในเขตร้อนอย่างบ้านเรา ทีนี้ประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร?

            เส้นทางการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมของไทยได้ก้าวไปไกลกว่าของ Arkansas เท่าที่รวบรวมสรุปได้ มี 3 เส้นทาง คือ แนวทาง Super Jasmine คือ เสริมความทนทานโรค-แมลง ทนสภาพแวดล้อมจำกัด เข้าไปในข้าวขาวดอกมะลิ โดยไม่กระทบกับพันธุกรรมส่วนใหญ่ของข้าวขาวดอกมะลิเลย คล้ายกับคู่แฝดของข้าวหอม พื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่นาน้ำฝนของข้าวขาวดอกมะลิเดิม  แนวที่สอง คือ มุ่งปรับปรุงผลผลิตของข้าวหอมอย่างเดียว พื้นที่เป้าหมายคือนาชลประทาน แนวทางที่สาม คือ มองข้าวหอมแนวโภชนาการ โดยเพิ่มประโยชน์ด้านธาตุเหล็ก  สังกะสีและต้านเบาหวานเข้าไป พร้อมทั้งปรับปรุงผลผลิตให้สูงมากกว่า 1 ตันต่อไร่ ในเขตนาชลประทาน

            แนวทางสุดท้ายถือว่าท้าทายที่สุด เพราะข้าวหอมของไทยจะก้าวขึ้นขนานกับข้าวบาสมาติของอินเดีย แต่ผลผลิตสูงระดับข้าว Jazzman ดังนั้น หากเส้นทางทั้งสามของไทยดำเนินไปโดยไม่สะดุดแล้ว ข้าวหอมไทยก็ยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอยู่ได้ระดับหนึ่ง  แต่นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวจะประมาทไม่ได้เลย เพราะยังมีคู่แข่งที่เหนือกว่า Jazzman ที่ใช้องค์ความรู้เรื่องยีนความหอมที่ได้ค้นพบแล้ว ดังเช่น เราจะได้เห็นความน่ากลัวของ Australia  จีนและฝรั่งเศส ในเวทีข้าวหอมอย่างแน่นอน เส้นทางข้างหน้าของข้าวหอมไทยจึงต้องอาศัยวิทยาศาสตร์มาช่วยเสริม วิทยาศาสตร์จะช่วยสร้างนวัตกรรมขึ้นอีก โดยใช้ความหลากหลายของข้าวหอมที่ไทยมีอยู่ เพื่อเป็นแรงหนุนให้งานปรับปรุงพันธุ์ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น ขอให้กองทุนต่างๆ ช่วยหนุนให้นักวิจัยของเราทำเรื่องข้าวหอมให้มากๆ ด้วย 

                                                                          รศ.ดร. อภิชาติ  วรรณวิจิตร

แสตมป์เมล็ดข้าวมงคล พิธีแรกนาขวัญ

วันเริ่มจำหน่าย 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนพิมพ์ สองล้านดวง

โรงสีอ่วม!พ่อค้ากดราคาข้าว

วันพุธที่ 02 มีนาคม 2011 เวลา 10:51 น.

มนัส สร้อยพลอย มนัส สร้อยพลอย                โรงสีภาคกลางระทม พ่อค้ากดราคารับซื้อข้าวสารส่งผลขาดทุนตามๆ กัน โชว์ตัวเลขราคาส่งออกสูง แต่ทำไมซื้อภายในต่ำ ด้านกรมการค้าต่างประเทศยอมรับผู้ส่งออกกดราคาซื้อข้าวภายใน โรงสีเดือดร้อน แต่ยังไม่กระทบถึงเกษตรกรเพราะผลผลิตข้าวยังไม่ออก จับตาผู้ส่งออกซื้อราคาต่ำเรียกหารือส่วนตัวแน่ เพราะรัฐมีข้อมูลราคาอยู่ในมืออยู่แล้ว
        แหล่งข่าววงการโรงสีข้าวเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ขณะนี้โรงสีส่วนใหญ่โดยเฉพาะโรงสีภาคกลางที่สีแปรข้าวเปลือกเจ้า ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผู้ส่งออกข้าวได้กดราคารับซื้อข้าวสารลงอย่างต่อเนื่อง อาทิข้าวขาว 5% ปลายสัปดาห์ที่แล้วรับซื้อที่กระสอบละ 1,430 บาท (ขนาดบรรจุ 100 กก.) เปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์นี้ (28 กุมภาพันธ์) ราคาซื้ออยู่ที่กระสอบละ 1,410 บาท ข้าวขาว 100% ปลายสัปดาห์ที่แล้วกระสอบละ 1,480 บาท เปิดตลาดวันแรกสัปดาห์นี้กระสอบละ 1,450 บาท ปลายข้าวท่อนจากกระสอบละ 1,180 บาท ลดลงเหลือกระสอบละ 1,150 บาท  การเสนอซื้อราคาดังกล่าวของผู้ส่งออก ทำให้โรงสีขาดทุน เพราะต้นทุนของโรงสีที่รับซื้อข้าวเปลือกไว้ควรจะขายข้าวขาว5% ที่กระสอบละ 1,450 บาท ข้าวขาว 100% สูงกว่านี้
           “หากดูจากราคาข้าวสารส่งออก ข้าวขาว5% เดือนมกราคม เฉลี่ยราคาเอฟโอบีตันละ 538 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ส่งออกควรจะซื้อข้าวขาว5% จากโรงสีได้ไม่ต่ำกว่ากระสอบละ 1,500 บาท การที่ผู้ส่งออกซื้อกระสอบละ 1,410 บาท หรือตกประมาณตันละ 470 ดอลลาร์สหรัฐฯ (คำนวณที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) เท่ากับว่าผู้ส่งออกข้าวฟันกำไรกันมหาศาล”
          นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ยอมรับว่าราคาข้าวสารส่งออกต่างประเทศเวลานี้อ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากผลผลิตข้าวเวียดนามออกสู่ตลาด และเวียดนามไม่มีโกดังเก็บสต๊อกสินค้า จำเป็นต้องระบายออกครั้งเดียวจำนวนมากในช่วงที่ชาวนาเก็บเกี่ยว ทำให้ผู้ส่งออกข้าวกดราคารับซื้อข้าวจากโรงสี ดังนั้นในช่วงนี้โรงสีข้าวในพื้นที่ภาคกลางซึ่งสีแปรข้าวเปลือกเจ้าส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน เพราะผู้ส่งออกรับซื้อในราคาที่ต่ำลง เนื่องจากเป็นข้าวชนิดเดียวกับข้าวเวียดนาม ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ส่งออกยึดราคาและคุณภาพข้าวไทยเป็นเกณฑ์ไม่อิงกับราคาข้าวเวียดนาม เพราะข้าวไทยคุณภาพดีกว่า หรือชะลอการส่งออกไว้ชั่วคราวรอให้เวียดนามขายหมดก่อน เพราะเวียดนามมีปริมาณข้าวที่ส่งออกได้ประมาณ 6.7 ล้านตัน หากเวียดนามขายหมดจะเหลือไทยประเทศเดียวที่มีข้าวส่งออก ถึงเวลานั้นราคาข้าวจะสูงขึ้นเพราะเวียดนามขายไปหมดแล้ว หลายประเทศประสบปัญหาภัยธรรมชาติ อินเดียยังไม่ส่งออกข้าวนึ่ง
           “สถานการณ์ราคาข้าวปีนี้ไม่เลวร้าย อยู่ในเกณฑ์ดีจึงไม่อยากให้ผู้ส่งออกลดราคารับซื้อข้าวลง หากช่วงนี้ต้องแข่งขันกับเวียดนามสามารถชะลอขายก่อนได้ หากเวียดนามขายหมดแล้วก็จะเหลือแต่ข้าวไทย เพราะฉะนั้นเวลานี้กรมการค้าต่างประเทศ เฝ้าดูราคาที่ผู้ส่งออกเสนอขายและซื้อในประเทศอยู่ หากผู้ส่งออกรายใดขายราคาที่ต่ำเกินไปและมากดราคารับซื้อภายใน อาจต้องมีการเชิญมาเจรจาเป็นรายบริษัท”
           นายมนัส กล่าวว่าหากพิจารณาอุปสงค์อุปทานตลาดข้าวปีนี้ สถานการณ์ข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากตลาดข้าวโลกมีความตึงตัว ประเทศผู้นำเข้าสำคัญเช่นอินโดนีเซีย บังกลาเทศ ยังมีการนำเข้าข้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มสต๊อกข้าวในประเทศและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ส่วนฟิลิปปินส์จะมีการเปิดประมูลนำเข้าข้าวไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านตัน  ในไตรมาสที่2และ3 โดยขณะนี้ได้เริ่มให้เอกชนนำเข้าข้าวได้บ้างแล้ว นอกจากนี้ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตและบริโภคข้าวรายใหญ่ของโลกประสบปัญหาภัยแล้ง
           ส่วนสต๊อกข้าวไทยเหลืออยู่ไม่มาก และรัฐบาลอยู่ระหว่างการเจรจาขายรัฐต่อรัฐให้กับหลายประเทศ ส่วนการขายให้เอกชนช่วงนี้ไม่มีนโยบายระบายผ่านภาคเอกชน

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,614   3-5  มีนาคม พ.ศ. 2554

ข่าว ข้าวไทยแย่แล้ว เวียดนามตั้งชื่อเลียนแบบ ส่งขายทั่วโลกราคาถูกกว่า

 
พาณิชย์ เผยข้าวหอมมะลิไทยแย่แน่ หลังเวียดนามฉวยตั้งชื่อข้าว “จัสมิน ไรซ์” เลียนแบบข้าวหอมมะลิไทย ออกตีตลาดทั่วอังกฤษ แถมดัมพ์ราคาขายต่ำกว่ามาก หวั่นไทยเสียตลาด

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. มีรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ ประเทศเวียดนาม ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวเลียนแบบข้าวหอมมะลิของไทย

และใช้ชื่อเลียนแบบว่า จัสมิน ไรซ์ นำออกขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย ทั่วกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก  หากไทยไม่เร่งพัฒนา และส่งเสริมการตลาดอาจถูกข้าว จัสมินไรซ์ ของเวียดนามที่ราคาถูกกว่าแย่งตลาดไป

สำหรับข้าวจัสมิน ไรซ์ บริษัท โอเรียนท์ เมอร์ชานท์ จากออสเตรเลียเป็นผู้นำเข้าจากเวียดนามผ่านตัวแทนเนเธอร์แลนด์

โดยใช้ยี่ห้อว่า เชฟีส เวิลด์ พร้อมระบุหน้าถุงว่า จัสมิน ไรซ์ ขายในราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทยถึง 50% โดยถุงขนาด 20 กิโลกรัม ขายเพียง 20 ปอนด์ หรือประมาณ 1,000 บาท ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยขนาดเท่ากันขายถึง 30 ปอนด์ ประมาณ 1,500 บาท

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยคงไม่สามารถฟ้องร้องเวียดนามละเมิดลิขสิทธิ์ชื่อข้าว จัสมิน ไรซ์  แปลว่าข้าวหอมมะลิ

เพราะชื่อดังกล่าวเป็นคำสามัญ ที่ใช้ได้ทั่วไป ไม่ใช่ชื่อเฉพาะ ดังนั้นแนวทางที่ไทยทำได้ คือ เน้นส่งเสริมให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย ที่มีเอกลักษณ์และเหมาะสมกับอาหารไทย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภครู้จัก และเห็นถึงความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิไทย กับข้าวหอมมะลิจากประเทศอื่น

 

ที่มา: http://atcloud.com/stories/76891